Volume Magazine

125

Voice: ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ข้อเท็จจริงของผู้หญิงใจกล้า
Tellme
JC Newzealand
MEDISCI

ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ข้อเท็จจริงของผู้หญิงใจกล้า

“วันนี้โดนหลายดอกเลยค่ะ”

รอยยิ้มอันคุ้นตาของคุณแยม-ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ปรากฏขึ้นหลังจากเสร็จสิ้นเวทีสัมมนา ‘นักข่าว เล่าให้ฟัง : จากราชดำเนินถึงราชประสงค์’ จัดขึ้นที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งผู้สื่อข่าวสาวผิวเข้มที่หลายคนรู้จักจากการทำหน้าที่รายงานข่าวทางไทยทีวีสีช่อง 3 ได้รับเชิญให้เป็นผู้ร่วมอภิปรายในครั้งนี้

“เวทีสัมมนาวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของนักข่าวภาคสนามที่ตามติดสถานการณ์จากราชดำเนินถึงราชประสงค์ ซึ่งในกลุ่มคนฟังมีเสื้อแดงอยู่เยอะ แล้วกลุ่มคนเสื้อแดงยังคงมีความรู้สึกค้างคาในใจเรื่องความไม่ยุติธรรม ซึ่งเป็นธรรมชาติของคอการเมือง จึงมาถามถึงหน้าที่สื่อ เลยถูกซักฟอกนิดหน่อยค่ะ” คุณแยมหัวเราะเบาๆ

“ด้วยบทบาทการทำข่าวในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในส่วนของข่าวการเมือง มีหลายกรณีที่ชื่อของดิฉันถูกพูดถึงเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นกรณีทวิตเตอร์หรือเหตุการณ์รถน้ำมัน เลยกลายเป็นที่สนใจของใครหลายคน”

กรณีของทวิตเตอร์ที่ทำให้คุณแยมถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทั้งในอินเตอร์เน็ต จนกระทั่งกลายเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ คือการที่เธอพิมพ์ข้อความกรณีทหารใช้ปืนจ่อหัวตำรวจในเหตุการณ์ความวุ่นวานที่แยกสีลม คืนวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา

“การเป็นนักข่าวในพื้นที่ ทำให้เราเป็นผู้เห็นเหตุการณ์คนแรก เป็น First Information เป็น First Eye แล้วยิ่งเป็นข่าวม็อบ มีคนติดตามและอยากรู้เยอะ ดิฉันเห็นผู้สื่อข่าวคนอื่นๆ ทวิตข่าว แบ่งปันและแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน มองว่าเป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยคนที่ติดตามจะได้รู้แง่มุมที่เกิดขึ้นโดยตรงจาก ณ เหตุการณ์และวินาทีนั้น ดิฉันคิดง่ายๆ และทำแบบนั้นเรื่อยมา เช่นเดียวกับเพื่อนนักข่าวคนอื่นๆ

“พอเกิดเหตุการณ์ 22 เมษายนที่สีลม ดิฉันยังคงใช้หลักการเดิมคือเจอเหตุการณ์อะไรก็ทวิตแจ้งบอกไป โดยลืมฉุกคิดไปว่าสิ่งที่พูดออกไปมีความรุนแรงและส่งผลกระทบเพียงใด ดิฉันรับทราบจากตำรวจพร้อมภาพยืนยันว่ามีทหารเอาปืนจ่อหัว ดิฉันก็ทวิตส่งข้อความไปตามปกติ...”

“คุณแยมเห็นเองหรือตำรวจเล่าให้ฟังครับ”

“ดิฉันเห็นเหตุการณ์แวดล้อมด้วยตัวเองว่ามีคนวิ่งไปทางทหารแต่ทหารไม่จับกุม ประกอบกับมีตำรวจอีกหลายสิบนายเล่าให้ฟัง ทำท่าทำทางประกอบ และเอาภาพถ่ายมายืนยัน ด้วยสภาพเหตุการณ์ที่อยู่ ณ ตรงนั้นทำให้ดิฉันเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เขาพูดคือข้อเท็จจริง

“แน่นอนว่าข่าวพวกนี้นำเสนอทางทีวีไม่ได้ ดิฉันจึงใช้พื้นที่ของทวิตเตอร์ แต่กลับกลายเป็นว่าพอดิฉันทวิตไปปุ๊บ ข้อความนั้นถูกนำไปใช้ต่อในสื่ออินเตอร์เน็ตอื่นๆ อย่างการตั้งกระทู้ในเว็บพันทิป แล้วมีคนเอาไปตีความว่าเหตุการณ์นั้นหมายถึงทหารเป็นผู้ทำระเบิด เป็นผู้ยิง M79 รวมถึงเป็นผู้สร้างสถานการณ์ความรุนแรงในคืนนั้น เป็นที่มาของการที่แกนนำเสื้อแดงขึ้นไปพูดบนเวทีออกมาเรียกร้องให้พิสูจน์ข้อเท็จจริงตรงนี้ ทั้งที่จุดเริ่มต้นมาจากแค่เหตุการณ์ ณ ช่วงเวลา 4 ทุ่มครึ่ง เป็นเหตุการณ์ช่วงเดียว แต่ถูกนำไปตีความเป็นเหตุการณ์ทั้งหมด แถมยังสร้างปมความขัดแย้งระหว่างทหารกับตำรวจ

“ดิฉันถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกขุดคุ้ยประวัติจากสื่อบางสำนักเรื่องที่เป็นอดีตพนักงานไอทีวี ถูกกล่าวหาว่าทำอย่างนี้เพราะเป็นสื่อสีแดง เป็นเหตุการณ์ที่ดิฉันไม่ทันคิดว่าจะถูกฟีดแบ๊กกลับมาในแง่มุมที่รุนแรงขนาดนั้น ขณะเดียวกันผู้ใหญ่ทางช่อง 3 ก็ห้ามไม่ให้ออกไปทำหน้าที่ เพราะเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ดิฉันเข้าใจ ยอมรับในคำตักเตือน แต่ใจจริงเจ็บปวดมาก เพราะดิฉันไม่ได้ทำอะไรผิด แค่รักษาเสรีภาพส่วนหนึ่งในพื้นที่ทวิตเตอร์ ทำหน้าที่ของตัวเองเฉยๆ

“โชคดีที่หลังจากนั้นไม่กี่วัน ทางศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ออกมายืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการณ์จริง แต่เป็นความเข้าใจผิดระหว่าง 2 ฝ่าย ทำให้กลุ่มที่เคยตั้งคำถามและหาว่าดิฉันบิดเบือนพูดไม่จริงเริ่มเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น สถานการณ์จึงดีขึ้น ทำให้ดิฉันรู้สึกว่ายังพอมีความยุติธรรมในสังคมอยู่บ้าง ดิฉันไม่มีเจตนาทำให้เกิดปัญหาลุกลามใหญ่โตขนาดนี้ สุดท้ายดิฉันก็ได้กลับมาทำหน้าที่ตามปกติ

“เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ดิฉันเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะใน Social Network จากยอดคนที่ฟอลโลว์ในตอนแรกมีประมาณ 2,000 กว่าคน แต่พอหลังจากคืนวันที่ 22 เมษายน เพิ่มขึ้นไปเป็นเกือบ 4,000 คน 2-3 วันต่อมาพุ่งพรวดเป็น 8,000 คน จนนักข่าวสังคมไอทีพูดว่าเป็นปรากฏการณ์สร้างสถิติฟอลโลเวอร์ภายใน 1 วัน 3 พันกว่าคน เหมือนกับเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ” คุณแยมกล่าวติดตลก

อ่านบทความเต็มได้ใน

นิตยสาร VOLUME เล่มที่ 125: VISION
ปักษ์แรก กรกฎาคม 2553

Nok Air