สุรัตนาวี สุวิพร-กรภัสสร์ รัตนเมธานนท์ ทีเคคือที่รัก

Comments (0) VOICE

สุรัตนาวี สุวิพร-กรภัสสร์ รัตนเมธานนท์ ทีเคคือที่รัก

“Well-Behaved Women Don’t Make History–ผู้หญิงประพฤติดี แทบไม่สร้างประวัติศาสตร์อะไร

ลอเรล แทตเชอร์ อุลริช (Laurel Thatcher Ulrich) ศาสตราจารย์หญิงนักประวัติศาสตร์สตรีแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดกล่าวอย่างมีนัยยะสำคัญ

เปล่าครับ, ในดฤถีขึ้นปีที่ 11 ของ Volume ผมไม่ได้กำลังจะชักชวนหรือกระตุ้นเตือนคตินิยมเรื่องสิทธิสตรีอะไรนั่นหรอก

แค่อยากรื้อลิ้นชักความทรงจำว่าครั้งหนึ่งประวัติศาสตร์นักร้องดูโอของเมืองไทยปรากฏชื่อ ‘Triumphs Kingdom’ หรือ ‘TK’  ศิลปินคู่หญิงวัยรุ่นที่พ่อแม่ผู้ปกครองและคนถือไม้บรรทัดวัฒนธรรมเคยเฝ้าระวัง

ย้อนกลับไปในปี 2542 ทันทีที่ค่ายโดโจ ซิตี้ สังกัดย่อยของ ปล่อยผลงานเพลงของไทรอัมพ์ส คิงดอม ออกสู่สาธารณะ ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างถึงความกล้า ในที่นี้คือกล้าแต่งเนื้อแต่งตัวด้วยเสื้อสายเดี่ยวเกาะอก

แม้ปัจจุบันแฟชั่นสายเดี่ยวเกาะอกถือเป็นปกติวิถี แต่เมื่อ 16 ปีที่แล้วไม่ใช่อย่างนั้นครับ จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ โบสุรัตนาวี สุวิพร และจอยซ์กรภัสสร์ รัตนเมธานนท์ ตกกระไดพลอยโจนเป็นผู้นำปฏิวัติการแต่งตัวของผู้หญิงไทยร่วมสมัย จนได้ฉายา เจ้าแม่เกาะอกสายเดี่ยว

ทั้งคู่เป็นเพื่อนรักและเห็นหน้าคาดตากันมาตั้งแต่ชั้นอนุบาล

“16 ปีที่เราเป็นเพื่อนกันแต่เด็ก สมัยอยู่เซนโยฯโบท้าวความ

เห็นกันมาตั้งแต่อนุบาลค่ะ แต่ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันนะตอนนั้นจอยซ์เสริมเป็นเพื่อนโรงเรียนเดียวกัน แต่ไม่เคยคุย และไม่เคยเรียนห้องเดียวกัน กินข้าวกันคนละกลุ่ม ที่สนิทคงเริ่มจากการเที่ยวจอยซ์หันไปหาโบ พยักหน้าให้เพื่อนช่วยยืนยันคำตอบ

ใช่ค่ะโบเห็นพ้องประมาณ ม.3 โบเริ่มเที่ยวตามพี่ชายอีก 2 คน เขาชวนโบไปด้วย และจริงๆ พ่อโบเองก็เที่ยว เป็นคุณพ่อสายบันเทิง ท่านเป็นนักธุรกิจแต่ปัจจุบันผันตัวเองมาเป็นครูสอนตีกอล์ฟ ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้าน โบดูแบ๊วแต่จริงๆ แล้วไม่เรียบร้อยเลยค่ะ ชอบเที่ยวกลางคืน ส่วนใหญ่ไปเที่ยวกันแถวสีลม

จอยซ์เล่าบ้าง ส่วนจอยซ์เป็นพี่คนโต ที่บ้านเข้มงวดกว่าโบ คุณแม่ดุ แต่คุณพ่อตามใจ ส่วนเรื่องเที่ยวนี่พ่อแม่ก็ห้ามไม่ได้ เขาเอาเราไม่อยู่ จอยซ์จะไปก็คือไป รั้นมาก พอลูกดื้อมากๆ ก็ปล่อยให้นั่งแท็กซี่ออกไปเอง หรือบางทีก็ไปส่ง แต่ไม่อยู่เที่ยวด้วย ขณะที่พ่อโบนั่งเฝ้า บางทีลูกแดนซ์อยู่ในผับ พ่อนั่งดื่มอยู่ด้านนอก

มีเพื่อนนอกโรงเรียนเยอะ เป็นเด็กซ่า แต่ไม่ซ่าในโรงเรียนนะคะ ซ่าข้างนอก และมีแฟน เลยได้รู้จักเพื่อนนอกโรงเรียนเยอะ ทุกคนชวนกันเที่ยว ป๊อปปูล่าร์มาก เดินผ่านโรงเรียนชายล้วน อย่างกลุ่มเด็กอัสสัมชัญ เด็กผู้ชายจะบอกว่านี่จอยซ์ มึงรู้จักหรือเปล่า

แต่อยู่ที่โรงเรียนจอยซ์นิ่ง ขณะที่คาแร็กเตอร์โบออกแนวเฮ้วๆ หน่อย เขาจึงโดดเด่น แต่ถ้าถามถึงความแสบ จอยซ์แสบกว่านะ อย่างไปปฐมนิเทศก็เอาบุหรี่ไปสูบ ชวนเพื่อนกินเหล้าแล้วโดนครูจับได้ อะไรทำนองนี้ คือซ่ามากเหมือนเด็กฮอร์โมนส์ (ละครซีรีส์วัยรุ่น) พฤติกรรมอย่างนั้นน่าจะเกิดในโรงเรียนผู้ชายล้วน แต่เราเป็นผู้หญิง

ความแก่นเซี้ยวของโบจอยซ์ในช่วงวัยว้าวุ้นจัดว่าไม่แพ้ใคร ยืนยันโดยพี่อ้อยนภัทร ปรีชากรกิตติ ประชาสัมพันธ์พิเศษคนเก่งแห่งค่าย Love Is ที่เป็นธุระช่วยนัดคิวโบจอยซ์ และวันนี้ร่วมวงสนทนาอยู่กับเราด้วย

พี่อ้อยเคยดูแลโบจอยซ์มาตั้งแต่สมัยแรกเริ่มเป็นศิลปินสังกัดค่ายเบเกอรี่ฯ จึงขอให้ช่วยย้อนความแสบของ 2 สาว ให้ฟังกันขำๆ

เขาเป็นเด็กเกเรน่ะ เด็กเที่ยว เด็กแสบ บางทีมีงานเช้าพี่ต้องบังคับให้มานอนที่บริษัท สมัยก่อนยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ เวลานัดคิวงานต้องโทร. เบอร์บ้านหรือใช้วิทยุติดตามตัว กลัวเขาไม่ตื่น เพราะรู้ว่าไปเที่ยว กลับดึก จึงบังคับให้นอนที่บริษัทปลอดภัยกว่า

จำได้ว่าตอนนั้นพี่ไม่อยากดีลกับโบ (หันไปสบตา) โบก็รู้ตัว เขาเป็นเด็กที่ถ้าใครทำอะไรไม่ถูกใจนี่ไม่ต้องมาเห็นหน้ากันอีกเลย แรงขนาดนั้น

โบไม่เถียง แถมยังหัวเราะขำวีรกรรมครั้งวัยเยาว์ของตนเอง ก็ไม่รู้อยู่ในวงการมาได้ยังไงค่ะ มีนิสัยแบบนั้นจริง อาจเพราะโบไม่แคร์อะไรใครมาก ใครด่าก็ด่า เรื่องของเขา ยังหน้าด้านอยู่ไปได้เรื่อยๆ เธอแกล้งใช้คำแรงขณะเล่า และว่าคิดว่าตัวเองเป็นเด็กดื้อมากกว่านะคะ อยากแหกกฎ ตอนนั้นคิดว่าการอยู่ในระเบียบเป็นอะไรที่น่าเบื่อ ไม่รู้คิดอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆ คือคิดว่าการเป็นตัวของตัวเองคือการไม่ฟังใคร

หันไปสบตา เหมือนพี่อ้อยยังมีเรื่องอยากเม้าธ์ต่อ แต่ตอนนี้เขามีเหตุมีผลขึ้นเยอะมาก ต่างจากตอนเด็ก อาจเพราะโตขึ้นและสังคมขัดเกลาให้มีความคิดเป็นผู้ใหญ่ ต่างจากเมื่อก่อน ต่อให้คนคนนั้นแก่กว่าอย่างไรโบก็ไม่สน ไม่เห็นหัวใครเลยละ

โบว์ยิ้มสวยสู้ถ้าไม่ร้ายกับโบ โบจะดีด้วย แต่ถ้าร้ายหรือทำไม่ดี โบแรงกลับ มีความรู้สึกว่าเราอยู่ของเราดีๆ ถ้ามีใครมาทำให้ไม่พอใจก็จะกระทำกลับไป และอาจจะกระทำได้แรงกว่า นี่คือโบในตอนนั้นนะคะ

ตรงกันข้ามกับจอยซ์ เธอเล่านิสัยของตัวเองให้ฟังว่าเป็นคนนิ่งๆ เงียบแต่ดื้อ แค่ไม่แสดงออก ขณะที่โบแสดงออก 100% ว่าดื้อมาก โดนพี่อ้อยงอนตลอดทั้งคู่หันไปแซว หัวเราะหยอกพี่อ้อย

เห็นอย่างนี้จอยซ์ใจเย็นนะคะ ผิดกับโบที่ใจร้อน โมโหร้าย รุนแรง พอโบโวยวาย เสียงดัง จอยซ์จะรับรู้ได้ และเข้าข้างเพื่อนตลอด เป็นแบบใครทำอะไรมึง ใครทำมึง แค่ไม่ออกกิริยาท่าทางว่าโกรธเท่ากับโบ เห็นโบเยอะแล้วเลยไม่รู้จะเยอะไปเพื่ออะไร

โดยนิสัยเป็นคนคิดเยอะค่ะ จะพูดเล่นแต่กับเพื่อนสนิท คนไม่รู้จักจะไม่ยุ่ง ไม่กล้าคุย ไม่อยากสุงสิงเลยสักนิดเดียว ซึ่งในบางอารมณ์โบเขารู้และจะคอยปกป้องจอยซ์ เขาแสดงออกชัดเจนถึงความเป็นห่วงเป็นใย ทำให้จอยซ์รู้สึกว่าไม่กลัว

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมจำโบจอยซ์ ทีเค ได้แม่น เราเคยร่วมทริปเดินทางพร้อมกันกับคลื่นวิทยุเอไทม์ ไปเยี่ยมเยือนเกาะเสม็ด

เด็กสาววัยใส 2 คนริมชายหาดเกาะเสม็ด ดูไม่มีพิษมีภัย โดยเฉพาะโบนั้นแบ๊วมาก เธอเดินอุ้มตุ๊กตาโดราเอมอนตัวใหญ่ ถือติดตัวอยู่ตลอดเวลา ผมเห็นกับตาว่ามีหนุ่มๆ เดินตามเป็นพรวน

โบนิ่งคิดนานก่อนว่า อ้อจำได้แล้วว่าใครเดินตาม (หัวเราะ) ไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่ในตุ๊กตาโดราเอมอนน่ะมี จะเอาอะไรล่ะ” 

จอยซ์ร่วมเล่าย้อนถึงตุ๊กตาโดราเอมอนตัวนั้นด้วยคนที่ต้องถือติดตัวตลอดเพราะวางไม่ได้ค่ะ เดี๋ยวรู้ว่าข้างในมีอะไร ในช่องกระเป๋าวิเศษข้างในคือมีหมด ถ้ารู้ว่ามีอะไรอาจต้องลบภาพความแบ๊วใสออกไปเลย

ผมชักจะเชื่อสนิทใจว่าตัวตนจริงของศิลปินไม่จำเป็นต้องเหมือนกันเป๊ะกับภาพลักษณ์ที่นำเสนอ

เปลี่ยนมาชวนพวกเธอคุยถึงจุดเริ่มต้นของทีเคกันดีกว่า

ที่เราทั้งคู่เป็นทีเคได้เพราะรู้จักกับหลานพี่สมเกียรติ (อริยะชัยพาณิชย์) โบกับจอยซ์ไม่ใช่คนร้องเพลงเก่ง เต้นก็ไม่ได้ แต่พอพี่สมเกียรติชวนก็อยากทำ เพราะเป็นคนมั่นใจเกินร้อย (หัวเราะขำ) คือเวลาอยู่กับจอยซ์แล้วสนุกดี เหมือนได้ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อน ถ้าให้โบไปจับคู่กับคนอื่นหรือให้เป็นศิลปินเดี่ยวก็คงไม่เอาโบว่างั้น

จอยซ์ช่วยเสริม จอยซ์เคยเข้าไปร้องเพลงเล่นๆ กับพี่สมเกียรติก่อนหน้านั้น พี่สมเกียรติบอกว่าเข้ามาๆ เข้ามาร้องเพลงกัน ก็ไปนั่งเล่นนั่งร้องเพลงกับเขา และเคยเล่นมิวสิกวิดีโอของพี่โป้โยคีเพลย์บอย พอพี่สมเกียรติบอกจะทำเพลงแนวดูโอ ถามจอยซ์ว่าจะร้องไหม ก็บอกร้อง และเซ็นสัญญาเป็นทีเคเลย

พอเปิดตัวปุ๊บปรากฏว่าดังแบบเปรี้ยงปร้าง 3 เดือนแรกนี่ขึ้นคอนเสิร์ตไปเกิน 150 ที่ ให้ไปไหนไปหมด ต่างจังหวัดก็ไปค่ะ ส่วนใหญ่เป็นคอนเสิร์ตฟรี ไม่ได้เงินอะไรหรอก แต่ไป

โบจอยซ์ ไม่ต่างจากศิลปินเด็กคนอื่นๆ ที่พอมีชื่อเสียงชื่อเสียงก็เชื่อขนมกินได้ว่าล้วนเติบโตกันมาในรถตู้

จอยซ์ยังเด็ก การได้ออกเทป ได้เป็นทีเคนั่นคือความแปลกใหม่ ได้ประสบการณ์ ได้เจอเพื่อน ได้ไปเที่ยว จึงไม่รู้สึกว่าชื่อเสียง ณ ตรงนั้นเปลี่ยนแปลงเรา เพียงแต่เป็นงานที่ต้องรับผิดชอบ ไม่พะวงหน้าพะวงหลัง ใครให้ทำอะไรทำหมด

มารู้ทีหลังว่าตอนนั้นตัวเองทำงานเยอะมาก ถามเพื่อนฝูงในวงการ เฮ้ย! มึงไม่ได้ขึ้นคอนเสิร์ตเยอะเหมือนกูกันหรอกเหรอ (หัวเราะสนุก) คือช่วงโปรโมตเทป 3 เดือนแรก ทีเคขึ้น 150 คอนเสิร์ต ไปทุกที่ เสื้อผ้าก็ใส่วนไปวนมา รองเท้าคู่เดียวใส่ขึ้นรถตู้ตั้งแต่เชียงใหม่ยันภูเก็ต ใครจับไปตรงไหนไป ที่ทำก็เพราะมันสนุก

ที่ตามมาพร้อมชื่อเสียง คือ 2 สาวทีเคถูกวิจารณ์หนักมากในเรื่องความเหมาะสมของการแต่งกาย รวมถึงความกล้าเกินไปในการแสดงออก โบจอยซ์ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำเทรนด์แฟชั่นเสื้อสายเดี่ยวและเกาะอกที่สมัยนั้นยังไม่นิยมกันแพร่หลาย

ไม่เคยคิดว่าเราเป็นต้นแบบหรือทำให้เสื้อสายเดี่ยวเกาะอกกลายเป็นที่นิยม เพราะตอนนั้นคนอื่นในที่เที่ยวก็ใส่ค่ะ แต่เผอิญทีเคใส่ออกสื่อ คืออยู่ในจุดที่สื่อเห็น คนจึงคิดว่าโบจอยซ์เป็นผู้บุกเบิก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ สังคมคนรอบตัวเราก็ใส่แบบนี้กันหมด บอกโบจอยซ์เป็นเจ้าแม่สายเดี่ยวเกาะอกบางครั้งก็งง เรากลายเป็นเจ้าแม่ เป็นผู้นำเทรนด์นี้ได้อย่างไร

คนที่บอกให้เราแต่งตัวแบบนี้และเป็นคนทำสไตลิ่ง คือพี่ดาวนิรชา (เบญญาดา พฤฒินลิน) พาไปดูชุดที่สยามสแควร์และเซ็นทรัล ลาดพร้าว ชั้นใต้ดิน สมัยนั้นวัยรุ่นเซ็นเตอร์พอยต์นิยมแต่งตัวแนวเด็กญี่ปุ่น ซึ่งกำลังเป็นกระแส

กางเกงขาสั้นที่ใส่ตอนซื้อก็ว่าสั้นแล้วนะคะ แต่พี่ดาวยังขอตัดให้สั้นกว่าเดิมอีก ส่วนของจอยซ์ครีเอทีฟอยากให้แตกต่าง เป็นคนละคาแร็กเตอร์ คือโบจะดูเปรี้ยวกว่านิดหนึ่ง

จู่ๆ โบก็นึกออก ใช่แล้วค่ะ เบื้องหลังการแต่งตัวของทีเคและกระแสสายเดี่ยวเกาะอกคือพี่ดาวนางนั่นแหละเป็นผู้คิดให้ทั้งหมดเธอโยนความดีงามนั้นให้กับดาวสไตลิสต์แฟชั่นคนเก่ง

ทีเคมีผลงานเพลงทั้งหมด 3 อัลบั้ม คือ ‘Triumphs Kingdom’ (2542) ‘Twice TK’ (2543) และ ‘TK Vision’ (2544) และมีเพลงที่สร้างชื่อเสียง อาทิ อย่าเข้าใจฉันผิด‘ ‘ผ้าเช็ดหน้ากระทั่งเดือนมิถุนายน 2544 โบกับจอยซ์ก็ประกาศแยกวงท่ามกลางความงุนงงของแฟนเพลง

ตอนนั้นทีเคมันจบแล้วค่ะโบบอก จอยซ์เองก็ไม่อยากทำแล้ว เขาอิ่มตัว คือคิดไม่ออกว่าถ้าทำต่อเราจะไปในแนวทางไหน โบเองก็อยากทำอัลบั้มเดี่ยวมากกว่า แต่ก็ยังไม่ได้ทำจนกระทั่งมีคนชักชวนไปเล่นหนัง เล่นละครก็ไป เหมือนต่างคนต่างทำงาน

‘Goal Club เกมล้มโต๊ะ คือภาพยนตร์เรื่องเดียวที่โบเล่น นอกจากนี้เธอยังเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์ และดีเจรายการวิทยุ 

ตอนแยกวงโบอายุ 20-21 ตั้งใจว่าจะกลับไปเรียนหนังสือให้จบ ตอนเริ่มเป็นทีเคช่วงนั้นเพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปี 1 พองานเยอะก็ต้องดร็อปไปบางวิชา ขึ้นปี 4 เพื่อนเรียนกัน 3 ตัว แต่โบต้องลงเรียน 8 ตัว ทรมานมาก แต่โชคดีที่เรียนจบตามเกณฑ์

ทิ้งการเรียนไม่ได้เพราะแม่ไม่ยอม เหมือนท่านใจดีนะคะ ไม่เคยว่าอะไรลูก แต่ถ้าโมโหหรือทำอะไรไม่ถูกใจนี่จะไม่หยุด พูดๆๆ ขนาดโบปิดประตูห้องใส่ เสียงแม่ยังลอดเข้ามาในห้อง เลยฝังหัวว่าต้องไม่ทำอะไรให้แม่บ่น

กับมีอะไรต้องทำเยอะ เราต่างคนต่างมีแฟน และโบวางแผนไว้ว่าหลังเรียนจบจะบินไปเรียนต่อต่างประเทศพร้อมกับแฟนที่คบหาดูใจกัน 

หากมีใครโยนกระดาษและดินสอให้ผู้หญิงวาดความฝัน หนึ่งในฝันของพวกเธอ (ส่วนใหญ่) คงจะหนีไม่พ้นภาพเจ้าชายเจ้าหญิงครองรักกันตราบนานชั่วนิรันดร์ ทุกคุณสมบัติของเจ้าชายที่เพียบพร้อมถูกบรรจุอยู่ในฝันนั้นทั้งหมด โบเองก็เช่นกัน เพียงแต่ระหว่างวาด ไส้ดินสอของเธอถูกกดหักเสียก่อน

ผิดหวังค่ะโบตอบห้วน คบกับแฟนคนนี้นาน 5-6 ปี เราวางแผนจะไปเรียนต่อโทด้วยกันที่อังกฤษ ซื้อตั๋วเครื่องบินไว้แล้วด้วย ตั้งใจว่าจะจบทุกอย่างหลังไปเรียนต่อ แต่เขาบินไปก่อน เดี๋ยวอีก 6 เดือนโบจะบินตามไป แต่ปรากฏมีเรื่องอะไรบางอย่างที่ทำให้โบไม่มั่นใจ

เช่น โทร. ไปบ้านเขาที่อังกฤษ ปรากฏมีเสียงผู้หญิงรับสาย พอถามก็บอก เฮ้ย! ไม่มีอะไร แต่ทุกวันนี้เขาแต่งงานกับผู้หญิงคนนั้นแหละ มีลูกแล้วด้วย

ตอนหลังได้คุยกันเขาบอกตอนโบบอกเลิก มันไม่ใช่อย่างนั้น โบบอกช่างมันเถอะ อย่าพูดถึงเรื่องเก่า ไม่ต้องมาเคลียร์ มึงเลวก็เรื่องของมึง คิดในใจอย่างนั้น

กลุ่มเพื่อนก็ใกล้ๆ กันนั่นละ แต่ผู้หญิงของเขาสั่งห้ามคบโบ ทุกวันนี้เจอกันเขาทำเป็นไม่มองหน้า ถ้ากลัวเมียขนาดนั้นก็ไม่จำเป็นต้องรู้จัก ที่ห้ามคบคงเพราะครั้งหนึ่งโบเคยเจอผู้หญิงคนนั้นในที่เที่ยว เขาเดินเข้ามาบอกว่าชอบโบมากเลยนะ

โอ้โห! โมโหมาก โบเลยเอาแก้วเหล้าสาดหน้า ใช่เขาอาจยังไม่ได้เป็นแฟนกันในตอนนั้น แต่เธอแทงข้างหลังฉันใช่ไหม ถามว่าใครเป็นนางร้ายก็โบ เพราะไประรานเขา แล้วเขาไม่สู้ ตอแหล…(ลากเสียง) เพื่อนเข้ามาห้าม ดึงตัวไว้ และทุกคนตราหน้าว่าโบไม่ดี ทำร้ายคนที่ไม่ได้ทำอะไรผิด แต่วันนี้เห็นไหม เขาแต่งงานกันและมีลูกแล้ว คงเป็นคู่แท้กันนั่นละ

ช่วงที่ผิดหวังคือหนักมาก เมาหนัก (หัวเราะ) โบคิดไปถึงอนาคตแล้วไงคะว่าจะเป็นอย่างไร ผู้ชายคนนี้เป็นแฟนที่โบคบจริงจัง ก่อนหน้านั้นเคยมีแฟนมา 3 คน นอกนั้นคือป๊อปปี้เลิฟ ไม่คิดจะแต่งงานด้วย แค่กุ๊กกิ๊กๆ เดินเที่ยว

หลังจากอกหักครั้งนั้นโบมีกิ๊กอีกประมาณ 20 คน ภายใน 1 ปี คือคบพร้อมกัน 5-6 คน ใครเข้ามาจีบ คุยหมด จนไม่ไหว รู้สึกว่าตัวเองโกหกมากไปแล้ว โกหกทุกอย่างจนงงไปหมด มีอยู่วันหนึ่งนัดผู้ชายมาชนกันเลย 4-5 คนที่ร้านสีฟ้า สาขาสยาม เพราะทุกคนอยากนัดเราไงคะ อยากเจอโบนักใช่ไหม เอ้ามากินข้าวพร้อมกันหมดนี่ละ

ผู้ชายบางคนเขาไม่สนหรอกเพลย์เกิร์ล เพราะเขาก็เพลย์บอย คบเล่นๆ แต่มีบางคนที่โกรธและไม่คุย ไม่พูดกับโบไปเลย ทั้งที่เราไม่ตั้งใจ แต่โอเค ยอมรับว่าโบผิด

ถ้าไม่สวยทำได้ไหมผมแซว

สวยนะสวยมากโบระเบิดเสียงหัวเราะสนุกประวัติไม่ค่อยดี พอเคลียร์ทุกอย่างได้ก็เลยคิดว่าคงจะไม่มีแฟน ไม่เอาแล้ว เข็ดขยาดกับความรัก

แม้ความรักและภาพฝันของเธอจะวาดไม่สำเร็จ แต่โบกลับได้พบความรักอันจริงแท้ที่มีค่ากว่านั้น นั่นคือความรักในพระเจ้า

ทุกวันนี้โบทำงานประจำภายใต้มูลนิธิ เป็นงานเพื่อศาสนาค่ะ หลังจากเปิดใจรับพระเจ้า เข้าโบสถ์แบบเต็มตัว ยอมรับว่าชีวิตเปลี่ยน เลิกหมดทุกอย่าง เลิกเที่ยว เลิกดื่ม และเลิกแต่งตัวเซ็กซี่ คือมีลิมิตว่าได้แค่นี้นะ ถ้าไม่ใช่งาน ไม่ใช่การถ่ายแบบอย่างวันนี้ก็คงไม่เห็นโบใส่ชุดเซ็กซี่แน่นอนค่ะ โบกลายเป็นคนง่ายๆ เลิกใจร้อน เลิกซื้อเสื้อผ้า ไม่แต่งตัวเลย จนเพื่อนๆ บอกว่าโบทำตัวป้า ทำตัวแก่กว่าวัย เสื้อผ้าส่วนใหญ่เพื่อนๆ โละมาให้ โดยเฉพาะพลอยเฌอมาลย์

แปลกแต่จริงความรักในพระเจ้ามีส่วนผลักพาให้เธอได้เจอเขาชายหนุ่มผู้โชคดี ชื่อ คิดภาษิต ภัทรานุกุล

คิดไม่ใช่เจ้าชายในนิทานที่เด็กหญิงทุกคนอ่าน แต่เป็นวิศวกรหนุ่มรุ่นน้อง เป็นนักดนตรีในโบสถ์ ที่สำคัญคือเป็นคนดี ทั้งคู่คบหาดูใจกันนานกว่า 3 ปี ก่อนลั่นระฆังวิวาห์ ณ โบสถ์ โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย เชียงใหม่ เมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา

เขาเล่นดนตรีในโบสถ์ค่ะ เจอกันที่เชียงใหม่ตอนที่โบไปช่วยงานโบสถ์ เจอกันครั้งแรกโบไม่ได้ชอบเขา คือไปร้องเพลง และด้วยความที่เราเป็นนักร้องพอจะมีชื่อเสียงบ้าง จึงคิดว่าถ้าจะมีแฟนก็ต้องเป็นคนที่มีชื่อเสียงประมาณหนึ่ง คบกับนักดนตรีโบสถ์นี่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว และไม่ได้อยากแต่งงานด้วย จึงเป็นเพื่อนกันมาเรื่อยๆ คุยตั้งแต่สมัยทุกคนยังเล่น MSN ทักทายกัน ทำอะไร เป็นยังไง อยู่ที่ไหน

หลังจากนั้นได้มาเจอกันที่กรุงเทพฯ ถึงรู้ว่าเขาเรียนวิศวะ อยู่ปี 4 ที่ลาดกระบัง กำลังทำสาระนิพนธ์จบ ยังไม่รู้อายุเพราะไม่ได้สนิทกันมาก แค่คุยเป็นเพื่อน ตอนหลังถึงรู้ว่าโบแก่กว่าเขา 5 ปี ตอนแรกกะจะไม่คบนะ เพราะเต็มที่ขอเด็กกว่า 2 ปีพอ

โบชอบคนเล่นดนตรี และเขาผมยาว ซึ่งเราชอบ พอคุยกันมากขึ้นก็เริ่มรู้แหละว่าเขาสนใจเรา อย่างไปจัดรายการวิทยุตอนเช้าก็จะมีข้อความเด้งขึ้นมาว่าทำอะไรอยู่ เขาฟังรายการวิทยุที่โบจัดอยู่นะ สมัยก่อนไม่ได้แชตคุยกันง่ายๆ นะคะ เขาต้องออกจากหอพักมาเล่นเน็ตที่มหาวิทยาลัย ตอนนั้นยังไม่มีสมาร์ตโฟน 

คบเป็นเพื่อนมาเรื่อยๆ จากคุย MSN ก็เปลี่ยนมาเป็น Hi5 มารู้ตัวว่าสนใจเขาเป็นพิเศษก็ตอนเพื่อนของคิดโพสต์ว่าคิดโดนไฟดูด เข้าโรงพยาบาล เฮ้ย! ทำไมโบเป็นห่วงคนคนนี้จังเลย อุตส่าห์ไปตามหาเบอร์โทรศัพท์จนได้ และโทร. หา

พอเราได้ยินเสียงเขาทางโทรศัพท์แล้วดีใจ เสียงสั่น ขณะที่เขาคงงงๆ ไม่รู้จะพูดอะไร แต่แค่รู้ว่าเขาปลอดภัยก็พอแล้ว จากนั้นก็ไปกินข้าวกัน เดทกัน แต่กว่าจะได้คบเป็นแฟนนี่นานมาก พอเป็นแฟนโบจะชอบกระหนุงกระหนิง ชอบอ้อน ชอบคลอเคลีย ซึ่งคิดเขาซีเรียส เตือนโบบอกว่าเรายังไม่ได้แต่งงาน และเขาเป็นผู้ชาย ไม่ใช่พระอิฐพระปูนดูสิคะ นี่โบทีเคนะ โดนผู้ชายปฏิเสธ ไม่ยอมแตะเนื้อต้องตัว (หัวเราะ)

ก่อนแต่งงานเราไปเข้าคอร์สปรับทัศนคติ ถ้าอนาคตแต่งงานไปแล้วมีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้น คุณจะแก้ไขปัญหาอย่างไร และที่ตัดสินใจแต่งงานก็เพราะคิดเป็นคนดีมาก จิตใจดี ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ช่วยงานพระเจ้า รับใช้พระเจ้า ไม่เห็นแก่เงิน หน้าตาก็โอเคโบเล่าพร้อมรอยยิ้ม ดูรู้ว่าเธอมีความสุขกับภาพจริงที่ไม่ใช่ภาพฝัน 

หันมาถามจอยซ์บ้าง ตอนที่ทราบว่าเพื่อนรักคนนี้กำลังจะแต่งงาน เธอรู้สึกอย่างไร

เฮ้ย! จริงอ่ะ ไม่เชื่อ จอยซ์ไม่อยากเชื่อนะคะ เพราะรู้ว่าเพื่อนเราเจ้าชู้ ไม่เคยมีภาพในหัวว่าเขาแต่งงานหรือมีชีวิตคู่ และถ้าแต่ง แต่งกับใคร ใครคือคนคนนั้น อยากเห็นหน้าเจ้าบ่าว ทำไมเพื่อนเราถึงลงเอยกับคนนี้

ที่ผ่านมาโบเขาเป็นคนแฟนเยอะ จอยซ์ไม่ได้รู้จักแฟนเขาทุกคน แต่รู้ว่าเวลาเขารักใครชอบใครก็จะอิน ถามว่าจอยซ์เป็นไหม ก็เป็นค่ะ แต่มีแฟนไม่เยอะ และคบเป็นคนคน

จอยซ์ยังติดภาพเดิมของโบในวัยสดใส น่ารัก ตอนแต่งงานเขาเปลี่ยนไปแล้ว เห็นจากคลิปวิดีโอวันแต่งงาน ก็ดีใจ โบสวย ส่วนจอยซ์ในตอนนั้นยังไม่ได้ออกมาใช้ชีวิตข้างนอก…” เธอหมายถึงกว่า 8 ปีที่ชีวิตหักเหและขาดซึ่งอิสรภาพ

ช่วงติดเที่ยว เลิกงานเสร็จก็ไปผับ และผับสมัยนั้นไม่ได้ปิดกันตี 1 ตี 2 นะคะ แต่โน่นเลย เที่ยวกันได้ยาวยันตี 4 ตี 5 เพื่อนฝูงเราอยู่ตรงนั้น ส่วนเรื่องอบายมุข ก็เห็นเขาซื้อขายยากันในที่เที่ยวนั่นละ จอยซ์เชื่อว่าทุกคนที่เที่ยวเคยใช้ยาเสพติด

ถามว่าตอนตัวเองเที่ยว สนุกไหมสนุกค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือเพื่อนของเพื่อน เรารู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจหมด กลุ่มเพื่อนเที่ยวจึงใหญ่มาก เวลาปาร์ตี้กันนี่คือทุกสาขาอาชีพอยู่ในนั้นทั้งหมด แน่นอนว่าพอเที่ยว พอใช้ยา การงานก็เสีย เรานอนน้อย เราไม่ตื่น รู้สึกผิด แต่ด้วยความเป็นเด็กจึงคิดแค่ว่าทำไมมันมีอะไรเยอะแยะมากมายกองอยู่เต็มไปหมด วันๆ หนึ่งมี 4 งาน เสร็จงานประมาณตี 2 ตี 3 ได้นอน 3 ชั่วโมง ตี 5 ต้องตื่นนอนมาทำงานอีกแล้ว

อย่างโบเขายังเรียนหนังสือ จอยซ์ก็อยากเรียนนะคะ มีไปสมัครเข้ามหาวิทยาลัย แต่เข้าไปได้แป๊บหนึ่งก็เรียนไม่ได้ เพราะแบ่งเวลาไม่เป็น และเป็นคนเรียนไม่เก่ง ไม่เก่งเลย (ย้ำ) ไปโรงเรียนจอยซ์ไป แต่ไปเล่นกับเพื่อน นี่คือคาแร็กเตอร์ตัวเองตั้งแต่เด็กยันโต

พอออกเทปและเริ่มมีชื่อเสียง ซึ่งถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ จบ ม.6 กำลังจะเข้ามหาวิทยาลัย จอยซ์จึงเลือกทิ้งเรื่องการเรียน

หลังหมดสัญญากับเบเกอรี่ฯ ก็รู้แค่ว่าสัญญาหมด ไม่คิดทิ้งวงการไปไหน แต่ไม่รู้จะไปต่ออย่างไร ข่าวที่ออกมาก็เยอะมาก และเป็นข่าวที่ไม่ดีทั้งนั้นเลย แต่แย่สุดคือหาว่าโบจอยซ์ทะเลาะกันเพราะเรื่องผู้ชาย ขำสิคะ จอยซ์กับโบเราไม่เคยทะเลาะกันเลย

หลังชั่งใจอยู่นานก่อนเอ่ยถามถึงอดีต จอยซ์บอกผมว่าวันนี้เธอพร้อมพูดคุย เล่าได้ทุกเรื่องที่อยากรู้เกี่ยวกับชีวิตที่หายไป

โลกข้างนอกคนเยอะกว่าจริง แต่โลกข้างในมันได้เห็นคนเยอะกว่ามาก จอยซ์เชื่ออย่างนั้นเธอพูดเหมือนคนที่เติบโต ลองผิดลองถูก และรู้จักชีวิตดีพอในระดับหนึ่ง

คนข้างในเราคือเพื่อนที่ต้องดูแลช่วยเหลือกัน เห็นนิสัย เห็นสันดานดีไม่ดี มีอยู่ในนั้นทั้งหมด บางคนขี้โมโห บางคนก้าวร้าว อากาศร้อนๆ กระโดดขึ้นโต๊ะ ผู้หญิงตบตี ทะเลาะกัน เราได้เห็นนิสัยกันและกันหมด สมมตินั่งนินทา ก็หันไปถาม นินทาฉันใช่ไหม

ผมถามตรงว่าหลังกำแพงสูงและทึบ ล้อมลวดหนามแน่นหนาน่ากลัวไหม

จะว่าน่ากลัวก็น่ากลัว แต่จะน่ากลัวหรือไม่อยู่ที่เราวางตัวค่ะ อยู่ที่ความคิดและทัศนคติ ถามว่าข้างในมีคนน่ากลัวไหมมีนะ ถ้าเรามองว่าเขาน่ากลัว

แล้วตัวจอยซ์ล่ะ จัดว่าน่ากลัวหรือเปล่าผมเย้า

ไม่นะคะ จอยซ์น่ารักเพราะเฟรนด์ลี่กับเพื่อนๆ แต่ยอมรับว่าตอนเข้าไปใหม่ๆ จอยซ์ก็กลัว คิดกังวลว่าคนในนั้นเป็นอย่างไร และเราจะปรับตัวเข้ากับเขาได้ไหม

อย่างตื่นนอน ต้องตื่นตอนตี 5 ครึ่ง นั่นไม่เท่าไรเพราะเข้านอนเร็ว แต่ที่ลำบากสุดคือตอนแย่งกันกินนี่ละค่ะ ที่ต้องแย่งเพราะเรามีเวลาพักสั้นๆ แค่ครึ่งหรือ 1 ชั่วโมง แล้วคนเยอะมาก ต้องต่อแถวซื้อของกิน

วันแรกที่เข้าไปคือเข้าพร้อมคนต่างด้าวที่โดนจับ เขาให้อยู่รวมกันในห้องห้องเดียว ซึ่งพื้นที่นอนแคบมากจอยซ์ชี้ให้ดูขนาดห้อง ไม่ใหญ่ไม่เกินกว่าห้องรับประทานอาหารของสตูดิโอที่เรานั่งสนทนากันอยู่

ห้องน้ำเป็นแบบไม่มีประตูปิด เพราะอันตราย เขากลัวว่าถ้าใครเอายาเสพติดเข้ามาหรือคิดทำร้ายตัวเองคนอื่นจะได้เห็นกันหมด เวลานอนก็นอนติดๆ กัน ถ้าตะแคงซ้ายก็ต้องตะแคงซ้ายทั้งแถว เข้าไปวันแรกๆ งงค่ะ ต้องอยู่รวมกันอย่างนั้นประมาณ 2 อาทิตย์ จึงค่อยปรับเรือนนอนแยกไปตามคดี

ในเรือนจำทำเธอร้องไห้บ่อยครั้งไหมผมสงสัย

ไม่ค่ะจอยซ์ตอบทันที จอยซ์ไม่ร้องไห้บ่อย ยิ่งเรื่องความลำบาก ความคับแคบของสถานที่ไม่เคยทำให้ร้องไห้ แต่เรื่องที่เสียน้ำตาหลักๆ คือความอึดอัดใจ ด้วยความที่เราเป็นจอยซ์ ทีเค เมื่อเข้าไปในนั้นจึงมีแต่คนนั้นคนนี้ถามว่าเข้ามาได้อย่างไร โดนคดีอะไร จอยซ์อึดอัดที่ต้องตอบแล้วตอบอีก ซึ่งพอมีคนถามเราไม่อยากแสดงปฏิกิริยาที่ไม่ดีออกไปว่าฉันไม่อยากตอบ เลยตอบๆ ไป ตอบจนรู้สึกว่าอึดอัด ทำไมต้องมายุ่งกับชีวิตเรา ในบางเรื่องก็ต้องการความเป็นส่วนตัวจึงแอบไปร้องไห้อยู่ใต้โต๊ะ

วิธีทำใจคือต้องอยู่ในโลกแห่งความจริง รู้ตัวเองว่าเลว ว่าทำอะไรไม่ดีมาจึงได้รับโทษ ตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปจอยซ์รู้ว่าต้องเปลี่ยนแปลงชีวิต ต้องค่อยๆ ปรับ ต้องเผชิญหน้า และค่อยๆ อยู่กับมันไป

สิ่งที่ทำให้จอยซ์อยู่ได้คือการเดินเข้าห้องสมุด อ่านหนังสือทุกหมวด ทุกเล่ม เขาจะมีเวลาว่างให้เราทำธุระส่วนตัว ซึ่งจอยซ์เลือกเดินเข้าห้องสมุด

อรสม สุทธิสาคร นักเขียนสารคดีหญิงแนวหน้าของเมืองไทย ที่มีผลงานเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับผู้ต้องขังไว้หลายเรื่องหลายเล่ม กล่าวว่าความสุขของคนในเรือนจำมีไม่มากมาย และ หนังสือ คือหนึ่งในนั้น

หลายคนที่อยู่ข้างนอกไม่เคยสนใจอ่านหนังสือ แต่เมื่อก้าวสู่โลกหลังกำแพง ความทุกข์ทำให้วันเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าหนังสือคือเพื่อนผู้สร้างโลกอันรื่นรมย์ และเสริมสร้างปัญญาความรู้ที่อยู่ข้างกาย ทำให้วันเวลาผ่านไปอย่างเพลิดเพลิน ลืมทุกข์ไปได้อย่างน้อยก็ในช่วงขณะสั้นๆ

ชีวิตที่มีหนังสือเป็นเพื่อน คือชีวิตของจอยซ์ ณ ตอนนั้น

หนังสือนี่ละที่ทำให้จอยซ์อยู่ได้ ทั้งที่ปกติไม่ได้เป็นคนชอบอ่านหนังสือ แค่คิดว่าจะอ่าน 3 ประโยคก็หลับแล้ว เรื่องแรกที่อ่านแล้วประทับใจคือ Davinci Code ซึ่งเป็นเรื่องซับซ้อนมาก ชวนให้เราคิดอะไรได้เยอะแยะ จากที่เคยรู้สึกเบาๆ กับชีวิต หนังสือเล่มนั้นทำให้จอยซ์เป็นคนคิดอะไรซับซ้อนขึ้น มีระบบ มีกระบวนการคิด ใช้เวลาอ่านทั้งหมด 4 วันจบ รู้สึกประทับใจมาก

เราได้อะไรจากการอ่านหนังสือจริงๆ ค่ะ จึงเริ่มหาหนังสือประเภทอื่นๆ อ่าน ทั้งสารานุกรม หนังสือพระ ประวัติศาสตร์ นิยาย ที่สำคัญคือจอยซ์เรียนจบปริญญาตรีข้างในนั้น โดยเลือกเรียนสาขานิเทศศาสตร์ เอกภาพยนตร์ หลักสูตรของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

วางแผนไว้ว่าจะเรียนต่อปริญญาโทเพราะไม่คิดว่าจะได้ออกมา ศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 8 ปี 1 เดือน แต่ศาลอุทรณ์ตัดสิน 33 ปี 4 เดือน พอถึงศาลฎีกาเราไม่รู้ ก็เลยคิดจะเรียนต่อ เรียนให้ได้หลายๆ ใบปริญญา เพราะถ้ายืนตามคำตัดสินของศาลอุทรณ์ จอยซ์คงต้องอยู่ข้างในจนแก่ และไม่คิดว่าตัวเองจะได้ออกมาข้างนอก

นอกจากหนังสือแล้ว ผมอยากรู้ต่ออีกนิดว่าข้างในนั้นเธอมีเพื่อนสนิทที่สามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่องหรือไม่

มีค่ะ เพื่อนสนิทของจอยซ์เป็นผู้ป่วย HIV เริ่มสนิทจากทำงานที่เดียวกัน คือทำผ้าบาติก วาดรูประบายสีด้วยกัน ต่อมามีโครงการตรวจเลือดเลยชวนกันไปตรวจ ปรากฏไม่มีใครเป็นอะไรเลย มีเขาเป็นคนเดียว เลยเฮิร์ตและเศร้ามาก แต่ละวันแต่ละเดือนเขามีญาติมาหาน้อยมาก และเป็นคนโลกส่วนตัวสูง ชอบวาดการ์ตูน จอยซ์เลยบอกมึงช่วยวาดการ์ตูนให้กูหน่อย เขาก็วาดให้ บอกการ์ตูนตัวนี้มีคาแร็กเตอร์น่ารักเหมือนมึงเลย นับแต่นั้นก็เลยสนิท

นอนด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน ทำอะไรพร้อมๆ กัน คนเป็น HIV จะต้องกินยาต้านไวรัส เป็นประจำทุกๆ วัน ช่วงแรกที่กินร่างกายเขาแย่มาก บางคนที่เริ่มกินยาต้านแล้วมีอาการแพ้ ร่างกายรับไม่ไหว ถ้ากินยาต่อไม่ได้ก็อาจถึงขั้นเสียชีวิต อย่างเพื่อนจอยซ์คนนี้กินยาอาทิตย์แรกแล้วร่างกายเขาไม่รับ คือถ้าไม่รับยาตัวนี้ก็ต้องเปลี่ยนยา เห็นเวลาเขากินยาอาการจะเหมือนหักดิบ คืออาเจียน จอยซ์จะคอยดูแลเพื่อน บอกมึงต้องอดทน พยายามกินยาหน่อยนะ เพราะถ้าอาเจียนออกมานั่นหมายถึงยาจะออกมาด้วย กับเพื่อนคนนี้จอยซ์อยู่ข้างๆ เขาตลอด เรารักกัน และเป็นคนที่จอยซ์ไม่เคยลืม

คนอื่นที่จอยซ์สนิทใจด้วยส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยกับคนแก่ เพราะเวลาคุยกับพวกเขาแล้วรู้สึกไม่มีพิษมีภัย มองโลกสวยตลอดเวลา ทั้งๆ ที่เขามีกำหนดโทษมากกว่าคนอื่น นั่นทำให้จอยซ์มีมุมมองต่อโลกเปลี่ยนไป

อยู่ในนั้นมาทั้งหมด 8 ปี กับ 10 เดือน เชื่อไหมว่า 4 ปีแรกทำอย่างไรก็ไม่ชิน จะกินจะนอน  จะตื่นนอน ทำอะไรก็ดูรีบร้อนและไม่ชินไปเสียทั้งหมด แต่ตอนหลังคือชิน ปรับตัวได้ คุยกับคนอื่นเยอะขึ้น เริ่มไม่หงุดหงิด ไม่โกรธ ไม่รำคาญคนที่อยากเข้ามาคุยเล่นกับเรา

ทีวีจะได้ดูตอนขึ้นเรือนนอน และเป็นทีวีแบบเปิดแผ่นซีดีนะคะ ไม่ได้ดูรายการสด มันเป็นกฎของเรือนจำ ฉะนั้นข่าวสารบ้านเมืองหรือเรื่องเล่าทันเหตุการณ์เราจะไม่รู้ อย่างข่าวเผาบ้านเผาเมืองตอนมีชุมนุมประท้วงก็ไม่รู้ไม่เห็นอะไรเลย เห็นข่าวนั้นจากหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ ตอนแรกไม่เชื่อว่าคนไทยเรารักกัน ทำไมถึงเป็นแบบนี้ มีการแบ่งสีเสื้อ คนข้างในฟังแล้วไม่เก๊ต จนตัวเองออกมา ก็เริ่มเห็นมีเดินขบวนประท้วง

อยู่ในนั้นเวลาคนพูดถึงเฟซบุ๊กเฟซบุ๊กคืออะไร ไม่เข้าใจ หรือพูดถึงไอจีอินสตาแกรม มันคืออะไร เอาภาพคอนเสิร์ตลิฟต์กับออยมาเปิดให้ดู แล้วเขาแซวกันบนเวทีว่าเนี่ยเห็นเอาภาพไปลงในเฟซบุ๊ก ทุกคนหันมามองหน้ากัน อะไรคือเฟซบุ๊ก มันคืออะไร และเล่นกันอย่างไร ทุกวันนี้สบายมากเธอคุยโว

ผมยังจำภาพข่าววันแรกที่จอยซ์ได้รับอิสรภาพ เธอเดินก้มหน้างุด หลบกล้อง และวิ่งหนีกองทัพนักข่าวที่ไล่ล่า อยากได้ภาพหลังรั้วกำแพงกั้นของเธอไปขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์

วันนั้นกลัวและเครียดมาก คิดและวางแผนไว้แล้วละว่าชีวิตต่อจากนี้จะเดินไปทางไหน แต่วินาทีแรกที่จอยซ์ออกมาปุ๊บ สื่อเยอะมาก มีคนไปรอรับเยอะ ซึ่งจอยซ์กลัว เดี๋ยวคนนั้นดึงไปทางนี้ เดี๋ยวดึงไปทางนั้น

มีรถญาติขับมารอรับ นักข่าวก็ยังขับตามมา นัดกับที่บ้านว่าเดี๋ยวออกมาแล้วเราไปหาอะไรกินกันนะ สรุปว่าวันนั้นทุกคนไม่ได้กินอะไรเลย ต้องขับรถเข้าบ้านเพราะกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น นั่นเป็นเหตุให้ที่บ้านไม่อยากให้จอยซ์ออกไปไหน ไม่ให้ทำอะไร ตอนนั้นกลัวไปหมดว่าชีวิตต่อจากนี้ต้องไปทางไหน นี่คือมุมมองของที่บ้าน

ปัญหาใหญ่สำหรับผู้พ้นโทษคนอื่นๆ คือสังคมไม่ให้การยอมรับ โดยเฉพาะในเรื่องการสมัครงาน ทั้งที่พวกเขามีศักยภาพพอเพียงและพร้อมเข้าสู่กระบวนการคัดสรร แต่สำหรับจอยซ์ เธอโชคดี

ทุกวันนี้จอยซ์ทำงานกับที่บ้านค่ะ ทุกคนช่วยคิดว่าจอยซ์ควรจะไปทางไหนดี จอยซ์ก็คิดค่ะ แต่คิดไม่ออก เขาเลยส่งให้ไปอยู่ที่ จ.ตราด เรามีฟาร์มกุ้งอยู่ที่นั่น 3 ฟาร์ม ฟาร์มละ 14 บ่อ รวมเนื้อที่หลายร้อยไร่ แต่ตราดเป็นจังหวัดสงบมาก สงบจนเราเครียด แต่ความเป็นคนชอบเรียนรู้ เลยรู้ครอบคลุมเกี่ยวกับการทำฟาร์มกุ้งทั้งหมด วันๆ ก็วิจัยกุ้งไปสิคะ ดูว่ากุ้งมีโรคอะไร มากน้อยแค่ไหน

อยู่ตราดได้แค่ 2 เดือนก็กลับมากรุงเทพฯ มาทำงานโรงงานพลาสติกของที่บ้าน เป็นฝ่ายขาย กับมีเรื่องต้องตัดสินใจ เพราะตอนแรกที่บ้านอยากให้จอยซ์แต่งงาน

มันไม่ใช่ความรักหรอก และไม่ได้เกิดขึ้นแบบปุบปับด้วย เขาเป็นเจ้าของธุรกิจจิลเวลรี่ อายุแก่กว่าจอยซ์หลายปีเหมือนกัน เขามาชอบและแวะเวียนไปมาหาสู่อยู่ตลอดตอนที่เราอยู่ข้างใน ค่อนข้างสนิทกับที่บ้านจอยซ์และเป็นคนดี แต่จอยซ์ไม่ชอบเขา พยายามเปิดใจแล้วนะคะแต่รู้สึกว่าไม่ใช่

ความรักในมุมมองของหญิงสาวเปลี่ยนไปแล้ว และหัวใจเธอในตอนนี้ก็ไม่ว่าง จอยซ์มีเพื่อนสนิทที่สุดเป็นผู้หญิงคอยดูแลเอาใจใส่

บอกตรงๆ นะคะว่าก่อนหน้าที่ชีวิตจะหายไปจอยซ์มีแฟนผู้ชายมาตลอด แต่ทุกวันนี้ทัศนคติเปลี่ยน แฟนผู้ชายที่เคยคบหากเทียบกับผู้หญิง ผู้หญิงนี่ใส่ใจในทุกเรื่อง เรารู้สึกอุ่นใจ สบายใจมากกว่า คบกันเหมือนเพื่อนสนิท ขณะที่แฟนผู้ชายเราคุยกันน้อยมาก เวลาจอยซ์งี่เง่าเขาก็ไม่ถาม แต่คบเพื่อนผู้หญิงเวลามีอะไรผิดสังเกตปุ๊บ เขาใส่ใจ ซึ่งมันก็มีทั้งดีและไม่ดีเธอสรุป

จอยซ์ยังเล่าต่ออีกว่า กว่าตัวเธอจะสามารถปรับให้เข้ากับสังคมภายนอกได้ จำเป็นต้องใช้เวลานานพอสมควร แน่นอนกำลังใจจากครอบครัวสำคัญมากที่สุด

แค่ออกไปเดินห้างฯ กับปาป๊า จอยซ์ยังต้องจับป๊าไว้ตลอดเลยค่ะ เพราะกลัว ไม่มั่นใจ แค่คนมายืนใกล้ๆ ก็กังวลแล้วว่าเขาคิดอะไรกับเราหรือเปล่า เหมือนเป็นโรคจิต

ไม่เคยเปิดคอมพิวเตอร์ดูเลย กระทั่งเพื่อนส่งมาให้ดูว่ามึงไม่ต้องกลัว มีคนรักมึง ทุกคอมเม้นต์ในพันทิปถ้าเป็นกระทู้เกี่ยวกับจอยซ์ จะมีคนเข้ามาให้กำลังใจเยอะมาก จอยซ์อ่านแล้วก็ส่งต่อให้ป๊า เพราะตอนนั้นป๊าไม่ยอมให้จอยซ์ไปไหนห่างสายตา คงกลัวจะมีคนพูดถึงเราในทางที่ไม่ดี ป๊าอยากเก็บจอยซ์ไว้กับบ้าน ซึ่งบางทีก็เก็บตัวเราเยอะเกิน

หนึ่งกำลังใจสำคัญมาก อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล มันคือมือของโบในวันนั้น วันที่ทั้งคู่มีโอกาสหวนจับไมค์โชว์บนเวทีด้วยกันเป็นครั้งแรก บนเวที บอยโก แฟมิลี่ คริสต์มาส ทูเก็ตเตอร์คอนเสิร์ตใหญ่ส่งท้ายปี 2556 ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี

ถามว่าวันนั้นที่ขึ้นคอนเสิร์ตจอยซ์มั่นใจไหมไม่มั่นใจเลย แต่รู้ว่ามีโบอยู่ใกล้ เรามีเขาอยู่ตรงนั้น เขาจับมือจอยซ์ไว้ตลอด พอขึ้นเวทีปุ๊บ ได้ยินเสียงคนโห่ร้องต้อนรับ มันเหมือนมีพลังงานอะไรบางอย่าง

พูดได้เลยว่านั่นเป็นวันแรกที่จอยซ์ได้ชีวิตตัวเองกลับคืนมา อธิบายไม่ถูกค่ะ ทุกอย่างในวันนั้นรวมกันเป็นชีวิตของจอยซ์ในวันนี้หญิงสาวยิ้ม ผมแอบเห็นประกายความหวังในแววตาคู่สวย

หลังจากนั้นจอยซ์เริ่มได้เข้าไปอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเองในโลกโซเชียลฯ รู้สึกว่าแปลกเนอะ เกือบ 100% คนมองจอยซ์ในแง่ดี ไม่มีให้ร้าย ไม่มีวิจารณ์ว่าหรือมองเราไปในทางที่ไม่ดี

ทุกคนทำให้จอยซ์รู้สึกว่าตัวเองได้ชีวิตกลับคืนมาเธอย้ำประโยคนี้อีกครั้งหนึ่งจอยซ์ต้องไม่กลัวอะไรแล้วนะ ในเมื่อคนอื่นยังให้อภัย สังคมให้อภัย ถ้าเรายังกลัวชีวิตก็จะไม่ก้าวข้าม ไม่พัฒนา เดินต่อไปไม่ได้ จอยซ์รู้สึกขอบคุณทุกๆ คน ขอบคุณสังคมที่ไม่รู้สึกรังเกียจจอยซ์ คิดถามตัวเองมาตลอดว่าทำไมเขาถึงให้อภัย…”

ผมยิ้มและตอบเธอจากใจว่าเพราะทีเคคือที่รัก

ภาระงานและชีวิตส่วนตัวทำให้โบจอยซ์ คู่ดูโอหญิงในตำนานไม่ได้เจอหน้าคาดตากันเหมือนเก่า แต่ทั้งคู่ยืนยันถึงมิติแห่งมิตรภาพที่ยังอยู่อย่างนั้น ตรงนั้น เหมือนเดิมทุกประการ

ยอมรับว่างห่างกันไป ไม่ได้ติดต่อกันเหมือนเก่า จากคนที่เคยตัวติดกันมากๆ กลายเป็นต่างคนต่างมีงานทำ มีครอบครัว แต่ถ้าวันไหนที่จอยซ์ต้องการโบ โบก็ยังอยู่ตรงนี้แหละ พร้อมจะไปหาเขาได้เสมอโบหันหน้าไปทางจอยซ์ ให้เพื่อนได้พูดต่อ ในความรู้สึกจอยซ์ คือรู้ว่าโบอยู่ตรงนี้ แต่เขามีสิ่งที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งไม่ผิด เขาไม่ได้อยากไปเที่ยว ไปสังสรรค์เหมือนเมื่อก่อน เพราะเขาแต่งงานแล้ว จะทำอะไรก็ต้องคิดถึงคนที่บ้าน แต่ทุกครั้งได้เจอกัน โบคือโบ ยังยิ้มแย้มแจ่มใส ยังเป็นเพื่อนคนเดิมของเราเสมอ

เพื่อนฝูงว่าอะไรเขาไม่ได้ เพราะสิ่งที่โบทำคือสิ่งที่ดี ถ้าเพื่อนทำดีแล้วโดนว่านี่สิแปลก จอยซ์ไม่เป็นห่วงและไม่โกรธอะไรเขาเลยค่ะ

ตอนแรกเคยคิดนะ เคยอึดอัด เพราะเวลามีใครติดต่อทีเคให้ไปร้องเพลง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นงานในผับ ต้องร้องเพลงตอนกลางคืน โบเขาจะไม่รับ คิดเยอะ ชั่งใจ ดีไม่ดี เพราะเขาเลือกไปทางศาสนาแล้วไงคะ ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างให้ใครอีกหลายคน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งดี ทุกครั้งที่รวมตัวเป็นทีเค เป็นโบจอยซ์ จึงเป็นความพิเศษสุดจริงๆ ค่ะ

เรา 2 คนเคยเกเรมาด้วยกัน ช่วงที่จอยซ์ไม่อยู่ เพื่อนคนที่เคยเกเรกับเราคนนั้นอาจหายไป เพราะเขาเลือกที่จะเจอใครคนหนึ่ง เลือกที่จะอยู่ในที่ที่ปลอดภัย จอยซ์ว่าเขาปลอดภัยนะ เพราะโบรู้ว่ารักแท้ของตัวเองอยู่ตรงไหน จอยซ์มองโบแบบนี้ละ ระหว่างเราจึงคือมิตรภาพ เป็นความรักจากใจจริง รู้สึกดีที่อยู่ตรงนั้นแล้วเขาสบายใจ

ประวัติศาสตร์ถูกเขียนขึ้นโดยผู้ชนะ ครับ, โบและจอยซ์ ไทรอัมพ์ส คิงดอม ในวันนี้พวกเธอเขียนประวัติศาสตร์ของมิตรภาพ นั่นคือบันทึกของชัยชนะ ไม่มีดีไม่มีเลว และไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทีเคคือที่รักของทุกคน

 _MG_9986 _MG_9934 _MG_9911 _MG_9874 _MG_9832

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

Advertisement