วัชรสิทธิ์ วิชญาณรัตน์ INSTAGRAM// @bigsvatcharasith

Comments (0) INSTAGRAM

ig 211-web

เรื่อง N.Sopith ภาพ ig@bigsvatcharasith

“ถึงแม้เรียนจบมาด้านสถาปัตยกรรม แต่ความมุ่งมั่นอยากเป็นช่างภาพแฟชั่นมีมากกว่า ผมจึงไปเรียนต่อเกี่ยวกับการถ่ายภาพที่ประเทศอังกฤษ 2 ปี จากนั้นจึงกลับมาทำงานที่เมืองไทย ทุกวันนี้ผมทำงานเป็นช่างภาพเต็มตัวอย่างที่ตั้งใจครับ”

คุณบิ๊ก-วัชรสิทธิ์ วิชญาณรัตน์ เริ่มต้นเล่าที่มาในการเป็นช่างภาพก่อนขยายความต่อ

“ก่อนหน้านี้ผมมองว่าตลาดบ้านเราการถ่ายภาพลักษณะไหนเป็นทางเลือกที่ดี พบว่าแฟชั่นเป็นทางเลือกที่ดี บวกกับผมเองถนัดถ่ายภาพคน แต่การถ่ายภาพคนไม่ใช่อยู่ดีๆ จะถ่ายได้ ต้องอาศัยประสบการณ์ในการพูดคุย การสื่อสารเพื่อดึงจังหวะและอารมณ์

“จริงๆ ผมชื่นชอบการถ่ายภาพตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ระหว่างเรียนสถาปัตยกรรมที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมเริ่มสนใจการถ่ายภาพตั้งแต่ตอนนั้น เวลามีประกวดถ่ายภาพก็จะส่งประกวดตลอด เริ่มจากถ่ายภาพผู้หญิงสวยๆ ชอบถ่ายงานที่มีโจทย์ มีคอนเซ็ปต์ เวลาที่มีงานประกวด มีหัวข้อให้มาผมจะตีความ พรีเซนต์ผ่านออกมาทางภาพถ่าย รู้สึกสนุกเวลาได้คิดงาน ผนวกกับเรียนสถาปัตยกรรมจึงช่วยให้มีกระบวนการคิดออกมาเป็นงานศิลปะได้ดีขึ้น”

และสำหรับอินสตราแกรม ชายหนุ่มยังคงยืนยันว่าการเรียน ‘สถาปัตย์’ ส่งผลและมีอิทธิพลต่องานถ่ายภาพของเขา

“ผมไม่ชอบถ่ายภาพอะไรที่ตั้งใจจนเกินไป เวลาเจอซีนอะไรที่มันสะดุดตาก็หยิบกล้องขึ้นมาถ่าย แสงเงา ณ เวลานั้น อารมณ์ในตอนนั้น แต่ก่อนยังไม่มีโทรศัพท์ ก็ต้องแบกกล้องไปทุกที่ ส่วนหนึ่งได้อิทธิพลจากการเรียนสถาปัตยกรรม งานของผมส่วนใหญ่เน้นคอมโพซิชั่น การจัดองค์ประกอบในภาพให้สวยงาม

“ช่างภาพแต่ละคนจะมีสไตล์ไม่เหมือนกัน ผมเน้นน้ำหนักโทนสีของภาพ เรื่องสีสำคัญ เป็นเหมือนคาแร็กเตอร์ของแต่ละบุคคล สไตล์จะเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา ช่วงหลังผมเน้นถ่ายเบื้องหลังการทำงาน ปรับสีปรับน้ำหนักให้ดูน่าสนใจขึ้น ส่วนมากจะให้คอนทราสต์กันไปเลย

“การถ่ายภาพเบื้องหลังต้องใช้การตัดสินใจค่อนข้างฉับไวในการจับจังหวะอารมณ์ตอนนั้น เช่น ช่างแต่งหน้า-ทำผมกำลังเข้าไปเติมความเรียบร้อยให้กับนางแบบที่อยู่หน้าเซต ผมก็จะหยิบกล้องไปถ่าย มันเป็นการฝึกมือเราอย่างหนึ่ง การวางองค์ประกอบของเฟรมอย่างรวดเร็ว ให้ความ Real ไม่ใช่ต้องมานั่งโพส หรือบางทีการโพสจะดูแข็งๆ แต่เวลาเราแอบถ่ายดูเป็นธรรมชาติมากกว่า คล้ายกับภาพถ่ายแนวสตรีต

“อินสตาแกรมทำให้คนได้เห็นไลฟ์สไตล์ของผมเยอะขึ้น แต่ไม่ใช่ทั้งหมด 100% ผมเน้นผสมกันระหว่างเอางานที่ทำมาลง กับงาน Snap ทั่วไป เป็นการโชว์ไลฟ์สไตล์ของผมออกไปสู่โลกโซเชียลฯ มากกว่า

“ส่วนการตั้งแคปชั่นเคยคิดจะเอาโค้ตต่างๆ มาเขียนใต้ภาพ แต่รู้สึกว่าผมไม่ใช่เน็ตไอดอล ไม่ได้ใช้อินสตาแกรมเพื่อการขายของ หรือสร้างตัวตนจากอินสตาแกรม ลงเพราะรู้สึกสนุกๆ ให้คนที่ชอบงานของผมได้ดู จึงไม่ต้องต้องสร้างสรรค์ตัวเองให้ดูน่าสนใจหรือดูน่าตื่นเต้น

“ทุกอาชีพต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ผลงานของตัวเอง แต่ละคนอาจโชคดีไม่เท่ากัน ถ้าเกิดอยากจะทำ อยากจะเป็น แล้วไม่ล้มเลิกความตั้งใจ สักวันเราจะไปถึงจุดนั้นได้ ทุกวันนี้ผมยังพกกล้องถ่ายภาพติดตัวตลอดเวลา ถึงแม้บางวันจะไม่ได้ถ่ายภาพอะไรเลยก็ตาม มันติดเป็นนิสัย เหมือนกับเราชอบอะไรเราก็ต้องพกสิ่งนั้นติดตัวไว้

“อยากจะเป็นช่างภาพก็ต้องบอกตัวเองให้ได้ก่อนว่าถ่ายภาพเพื่ออะไร สนใจสไตล์การถ่ายภาพแบบไหน แล้วจะถ่ายภาพไปทำไม ถ้าเกิดตอบตรงนี้ได้ ผมว่าแต่ละคนมีหนทางเดินไม่เหมือนกัน

“ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าช่างภาพที่ดี เรื่องเทคนิคนั้นพอสอนกันได้ แต่เรื่อง Vision เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ ถ้าเราดูภาพเยอะๆ จะรู้ว่าควรจัดวางองค์ประกอบอย่างไร หรือสื่อสารเรื่องราวออกมาอย่างไรให้ภาพออกมาดูดี

“ทุกอย่างคือคำว่า ‘ประสบการณ์’ ครับ”

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

Advertisement