Destiny Of Love

Comments (0) LOVE



_MG_6176

เรื่อง Chatcha
ภาพ วีระพจน์ อัศวาจารย์
ผู้ช่วยช่างภาพ สิระ ทวิชสังข์
สไตลิสต์ พงศธร สีปวน
หน้า ภัคภิญญา อินทร์จันทร์
ผม นันทสินี น้อยปลา
เสื้อผ้า Poem ชั้น 3 เกษร โทร. 0-2656-1436
ชั้น 3 สยามสแควร์วัน โทร. 0-2115-1449
ชั้น M เทอมินัล 21 โทร. 09-2472-7715
ชั้น 1 สยามพารากอน ชั้น 1 ดิ เอ็มควอเทียร์ Vatit Itthi
ลาดพร้าว 94 โทร. 08-9044-0245 เครื่องประดับ Butter&Wilson www.butterandwilson.com

 

ไอเย็นที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นของเดือนธันวาคม พาให้นึกถึง ‘Love Actually’ หนังรักสุดแสนโรแมนติกของคนหลายคู่หลากสถานที่ บอกให้หัวใจที่มีรักรู้ว่า ‘ความรัก’ ปรากฏอยู่ทุกแห่งหน…เช่นเดียวกับเรื่องราวของผู้หญิงคนนี้

เรื่องราวของเธอ…น่ารักไม่แพ้เลขาฯ สาวจอมเปิ่นที่คว้าหัวใจท่านนายกรัฐมนตรีตั้งแต่แรกเห็น

เรื่องราวของเธอ…แสนหวานและเกิดขึ้นช่วงฮอลิเดย์ก่อนวันคริสต์มาสของเดือนธันวาคม

“ดิฉันไม่เคยเชื่อเรื่องพรหมลิขิตมาก่อน”–‘ม.ล.นันทิกา วรวรรณ’ หรือ ‘คุณอ้อย’ รองผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส เอ่ยขึ้นก่อนจะพาเรานั่งไทม์แมชชีนไปพร้อมกับเธอ

ณ สนามบินมัลดีฟส์คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกที่ควงคู่รักมาสัมผัสบรรยากาศโรแมนติกบนหมู่เกาะที่รายล้อมไปด้วยน้ำทะเลสีฟ้าใส

ชายหนุ่มหน้าหล่อ จมูกโด่งเป็นสัน ผมหยักโศกสีอ่อนช่างตัดกับผิวสีมะกอกของเขา ราวกับเพิ่งผ่านการบ่มแดดจากไอทะเลมาหมาดๆ

เขานั่งอยู่ที่โต๊ะมุมหนึ่งในร้านอาหาร มองไปรอบๆ อย่างสนใจ กระทั่งสายตาสะดุดกับหญิงสาวตัวเล็กๆ ที่บินมาไกลจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เขาหยิบไวน์ Robert Mondavi ขึ้นมาวางบนโต๊ะโดยอัตโนมัติ หวังเรียกความสนใจจากหญิงสาวคนนั้น

_MG_6123

 

“วันนั้นเป็นวันเดินทางกลับ ดิฉันกับเพื่อนๆ รอขึ้นเครื่องฯ ที่คาเฟเทเรียภายในสนามบิน พี่ตั้ม–(เพื่อนสนิทที่เป็นคนชวนไปเที่ยว) สะกิด…อ้อยค่อยๆ หันไปมองทางซ้ายสิ มีผู้ชายมองเธออยู่ ผิวสีแทน ล้อ…หล่อ’ คุณอ้อยเล่า

“ผมอยากให้เธอหันมามองผม” คุณเจฟฟ์ หรือ ‘มร.เจฟฟ์ คุก’ สารภาพ ขณะนั่งฟังหญิงสาวที่เขารักสนทนาเล่าความหลังอย่างสนใจ

“ดิฉันไม่ได้สนใจสิ่งรอบตัวเลยค่ะ พี่ตั้มก็สะกิดอีกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น อ้อย…เขาถือถุงโรงแรมสุโขทัยด้วยนะเธอ แสดงว่าต้องเคยมาเมืองไทยแน่ ดิฉันคิดในใจ…บ้าหรือ…ใครจะมาปิ๊งกันที่สนามบิน ตอนนั้นเพื่อนลุ้นมาก ถึงเขาจะมองดิฉัน แต่จู่ๆ จะให้เข้าไปทัก ทำความรู้จัก เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

“อีกอย่างตอนนั้นเพิ่งแยกทางกับอดีตสามี เป็นช่วงที่กำลังมีปัญหากับชีวิต เพื่อนๆ เป็นห่วง จึงลากดิฉันไปปล่อยอารมณ์ แต่พวกเขามากันเป็นคู่ไงคะ มีดิฉันกับเพื่อนอีกคนที่ไปเที่ยวแบบสาวโสด แม้ว่าทริปนั้นจะสนุก แต่ใจเราไม่สนุก มัลดีฟส์ในวันนั้นไม่ได้มีอะไรพิเศษไปกว่าเกาะสมุยบ้านเราเลย แหม…อุตส่าห์ขึ้นเครื่องบินมาตั้งไกล (หัวเราะ)

“สักพักพี่ตั้มพูดขึ้นอย่างขัดใจมาก…ดูสิ โดนคาบไปเสียละ ดิฉันจึงหันไปมอง ปรากฏว่าเพื่อนในกลุ่มเรานี่แหละ (คุณอ้อยขอเรียกนามสมมติว่า มิสเอ) เข้าไปคุยกับพ่อเทพบุตรของพี่ตั้ม แต่ตัวดิฉันไม่คิดอะไรอยู่แล้ว ถ้าเขาจะชอบกันดิฉันต้องเคารพสิทธิของเพื่อน”

เมื่อหญิงสาวที่หมายปองวางเฉย เอาไวน์ขึ้นมาโชว์ก็แล้ว พยายามอวดถุงกระดาษว่าเคยไปประเทศของเธอมาก็แล้ว คุณเจฟฟ์ไม่ปล่อยให้เวลาอันน้อยนิดหมดไป เขาจึงเดินเข้าไปหากลุ่มเพื่อนของคุณอ้อยโดยมีมิสเอเป็นสะพานเล็กๆ

“ผมไม่ใช่ผู้ชายเฟลิร์ต แต่ต้องทำอะไรสักอย่าง ถ้าเธอไม่เดินมา ผมต้องเดินเข้าไป แนะนำตัวเป็นภาษาไทย” ถึงตรงนี้คุณอ้อยขัดขึ้นอย่างอารมณ์ดี

“ยิ่งทำให้มองเขาในแง่ลบเลยนะคะ ผู้ชายอเมริกันรูปหล่อ พูดไทยได้ ภาพซอยคาวบอยนี่ลอยมาเลย แต่จริงๆ แล้วเขาเรียนภาษาไทยกับแฟนเก่าซึ่งเป็นคนไทย แล้วทำธุรกิจในประเทศไทยด้วย วันนั้นก่อนแยกกันขึ้นเครื่องบิน

มีการแลกนามบัตร เพราะเขาต้องไปฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวที่เท็กซัส”

คุณเจฟฟ์เสริม “พวกเขารวมนามบัตรมาให้ผม แล้วผมจะรู้ได้อย่างไรว่าใบไหนของคุณอ้อย เลยถามเธอแล้ววาดรูปดาวดวงเล็กๆ ไว้บนนามบัตร

“คุณรู้ไหมครับ ทุกวันนี้นามบัตรใบนั้นยังอยู่ในกระเป๋าสตางค์ผม เวลาคิดถึงก็เปิดดู เวลาโมโหก็พูดใส่นามบัตร…ทำไมคุณดื้ออย่างนี้นะ (หัวเราะ)” ความน่ารักของคุณเจฟฟ์ทำเอาดิฉันและทีมงาน Volume อยากร้องกรี๊ดออกมาดังๆ

หลังจากกลับมาเมืองไทย กามเทพตัวน้อยยังขยันทำงานอย่างต่อเนื่อง เพราะชายหนุ่มอเมริกันวัย 30 กว่าคนนั้นกลายเป็นหัวข้อสนทนาของกลุ่มเพื่อนสาวของคุณอ้อย โดยเฉพาะมิสเอ

“ดิฉันนั่งฟังมิสเอพร่ำเพ้อถึงคุณเจฟฟ์…เขาหล่อ เท่ สมาร์ต เป็นนายแบบด้วย ฉันชอบเขามากเลยนะอ้อย…ดิฉันก็…อืม…ไม่ต้องห่วงอ้อยนะ…อ้อยโอเค แต่พี่ตั้มนี่ไม่ได้เลย เชียร์ดิฉันตลอด…อ้อย เขาชอบเธอนะ ไม่ได้ชอบมิสเอ… “กระทั่งเช้าวันหนึ่ง มีแฟกซ์ส่งมา เอ๊ะ…ใครส่งแฟกซ์มาแต่เช้า ปรากฏว่าเป็นคุณเจฟฟ์ ด้วยความตื่นเต้นจึงเล่าให้พี่ตั้มฟัง พี่ตั้มทำเสียงเชิดใส่…บอกฉันก็ได้รับแฟกซ์ย่ะ “ตอนนั้นดิฉันยังไม่ได้ทำงานที่บางกอกแอร์เวยส์ และต้องไปงานกับเจ้านายวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่พวกเรานัดดินเนอร์กับคุณเจฟฟ์ ดิฉันจึงโทร. บอกเขาว่าที่นัดกันไว้ดิฉันไปไม่ได้นะ เขาสวนมาเลยว่า งั้นผมไม่ไปถ้าไม่มีคุณ จึงต้องเลื่อนนัดเป็นวันศุกร์แทน

“พวกเรานัดกันที่ Wine Bridge ชั้น 2 หลังสวน (ปัจจุบันคือ Wine Bridge Plus ชั้น G) ดิฉันบอกให้มิสเอไปก่อนถึงครึ่งชั่วโมงเพื่อคุยกับคุณเจฟฟ์ พอดิฉันเดินเข้าไปเท่านั้นแหละ เขาทิ้งมิสเอจากบาร์และมานั่งกับดิฉันเลย ก็ตำหนิเขานะว่าคุณทำแบบนี้ไม่น่ารัก”

คุณเจฟฟ์โอดขึ้นมาว่า คุณอ้อยจีบยากมาก เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ใกล้ชิดเธอ แต่เหมือนหญิงสาวยิ่งวิ่งหนีเขา เป็นไงเป็นกันคงต้องเปิดใจแบบตรงประเด็นเสียที

“พวกเราจะไปต่อกันที่โรงแรมแกรนด์ ไฮแอทฯ คุณอ้อยให้ผมไปนั่งรถมิสเอ ผมก็ไปเพราะนึกว่าเธอจะติดรถไปกับเพื่อนอีกคน แต่ปรากฏเธอเอารถมา ผมเลยลงจากรถมิสเอแล้ววิ่งมาเปิดประตูรถคุณอ้อย เข้าไปนั่ง เธอต่อว่าผมยกใหญ่ว่าทำไมทิ้งเพื่อนเธอมา

“I don’t like her, I like you. ผมพูดกับคุณอ้อยตรงๆ ผมไม่มีเวลามาหว่านเสน่ห์หรือเล่นเกม ผมไม่อยากให้เธอวิ่งหนีผมอีกแล้ว” หลังคำสารภาพของคุณเจฟฟ์ ทุกอย่างอยู่ในความเงียบงัน ก่อนคุณอ้อยพยักหน้าและเอ่ยเสียงเบา

“โอเค”

เมื่อต่างคนต่างเคยผ่านช่วงเวลา ‘ชีวิตการแต่งงาน’ มาก่อน ความรักของคุณอ้อยและคุณเจฟฟ์จึงไม่หวือหวาอย่างหนุ่มสาว ในขณะเดียวกัน การเริ่มต้นเปิดรับใครสักคนอีกครั้งกลับไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้หญิงท่านนี้

“ดิฉันมีลูกชายที่ต้องนึกถึงเป็นอันดับแรก ตอนนั้นเขาอายุ 9 ขวบ จึงเข้ากับผู้ใหญ่ได้ง่าย เขาไม่ดื้อและเข้าใจพ่อแม่ ลูกของคุณเจฟฟ์ 2 คนก็ น่ารักมาก เรา 2 คนไม่มีปัญหาลูกเธอ ลูกฉัน เพราะเด็กๆ ต่างเข้ากับพวกเราได้ดี”

ด้วยภารกิจด้านการงานของคุณอ้อยและคุณเจฟฟ์ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง แต่ไม่เคยเลยที่ผู้ชายผมสีบลอนด์คนนี้จะไม่ส่งเสียงทุ้มๆ โทรศัพท์ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกับผู้หญิงที่เขารัก

“เขาโทร. หาดิฉันทุกวัน บางทีงานยุ่งก็วานเลขาฯ ช่วยรับสายให้ แต่มีช่วงหนึ่งดิฉันขอหยุดความสัมพันธ์กับเขา”

พอคุณอ้อยเล่ามาถึงตรงนี้เหมือนกำลังดูหนังรักที่กำลังดำเนินเรื่องไปอย่างโรแมนติกแต่มาสะดุดในช่วงพีคของเรื่องที่พิสูจน์ความรักของเขาและเธอ

“ห่วงลูกชายค่ะ” คุณอ้อยกล่าวถึงแก้วตาดวงใจคนเดียวด้วยความรัก

“จะเริ่มต้นใหม่ดีหรือจะกลับไปเป็นครอบครัวเดิม ตอนนั้นสับสนมาก คุณเจฟฟ์ก็ดีมาก รอดิฉันมาตลอด แต่มันไม่แฟร์กับเขา จึงขอเบรกความสัมพันธ์ เสียใจนะคะ แต่อย่างไรลูกก็สำคัญที่สุด”

การยุติความสัมพันธ์ครั้งนั้น ผู้หญิงแกร่งคนนี้ยอมรับว่าเมื่อไปเห็นชายหนุ่มควงผู้หญิงคนอื่น มันช่างเสียดแทงหัวใจไม่น้อย

“ดิฉันลองเดทกับคนอื่นบ้าง ใจอกหักจากเขาไปแล้วไงคะ ปรากฏว่าพอเขารู้ เขาใส่สูทหอบช่อดอกไม้มาขอคืนดี หลังจากวันนั้น เราไม่เคยทะเลาะกันอีกเลย ไม่เคยพูดเรื่องเก่า เหมือนกับเวลา 3 เดือนที่เราห่างกัน ทำให้ได้ใช้เวลาคิดว่าเราต้องการอะไร และต้องการใคร”

การทะเลาะกันไม่ใช่มีแต่ข้อเสียเสมอไป คุณอ้อยให้ข้อคิดนี้จากความรักของเธออย่างน่าสนใจว่า

“แต่ก่อนดิฉันเอาแต่ใจตัวเอง ใจร้อน ไม่ง้อใคร คุณเจฟฟ์เป็นฝ่ายง้อ พอตกลงเป็นแฟนกัน ความคิดเปลี่ยนไป ถ้าเราผิดแต่กลับวางเฉย เรานี่แหละจะไม่มีความสุข ฉะนั้นดิฉันจะเคลียร์ปัญหาภายใน 1 วัน แต่ดิฉันดีอย่างนะคะ ถ้าคุณเจฟฟ์โทร. มาง้อ ดิฉันหายงอนเลย

“แม้จะง้อเขาน้อยมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้คือเราจะไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่เรารักมีค่ากับเรามากแค่ไหนจนกว่าเราเกือบหรือสูญเสียเขาไป การแต่งงานจึงเป็นการร่วมทุกข์ร่วมสุข เราจะห่วงคนที่เรารักมากกว่าห่วงตัวเอง”

อะไรคือเหตุผลให้คุณอ้อยยอมใจอ่อน ลุกขึ้นมาแต่งงานอีกครั้ง–ดิฉันว่าทุกคนที่รัก ม.ล.นันทิกา ต้องอยากทราบแน่นอนค่ะ

“อลิซาเบธ เทย์เลอร์ ยังแต่งงานตั้ง 7 ครั้งแน่ะ” เธอเย้าดิฉันอย่างอารมณ์ดี

“ฝรั่งให้ความสำคัญกับพิธีแต่งงานนะคะ เช่นเดียวกัน เราก็มีวัฒนธรรมไทยที่ดี พ่อแม่คุณเจฟฟ์ก็อยากให้แต่งงาน ส่วนคุณแม่ดิฉันท่านอายุ 89 แล้ว ท่านรักคุณเจฟฟ์มาก พอเกริ่นเรื่องแต่งงานคุณเจฟฟ์ก็รีบเตรียมงานเลยค่ะ”

ฉากสำคัญของ Love Story เรื่องนี้อาจไม่สมบูรณ์นักหากพลาดช่วงเวลาการขอแต่งงาน

“คุณเชื่อไหม เขาเก็บแหวนแต่งงานไว้ในกระเป๋าเป็นเดือน” คุณอ้อยขันสามี

“ผมซ่อนแหวนไว้ในกระเป๋าเอกสาร หิ้วติดตัวไปทุกที่ ครั้งแรกว่าจะทำเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานที่เวียดนาม พาไปร้านอาหารฝรั่งเศส แต่คุณอ้อยไม่ชอบร้านนี้ ผมเลยแห้ว” ท้ายคำคุณเจฟฟ์ออกเสียงภาษาไทยอย่างน่าเอ็นดู

“ดิฉันพูดไปโดยไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร เขาเลยหิ้วกระเป๋ากลับกรุงเทพฯ ต่อมาเราไปเที่ยวญี่ปุ่น

คุณเจฟฟ์พาไปรับประทานอาหารค่ำ ดิฉันก็ไม่เอะใจเพราะเป็นร้านของโนบุเพื่อนสนิทเขา จู่ๆ เขาเอาไวน์ Robert Mondavi วางไว้บนโต๊ะแล้วถามว่าคุณรู้ไหมว่าไวน์ขวดนี้ปีอะไร” คุณเจฟฟ์แทรกขึ้น

“คุณอ้อยไม่รู้อีก (หัวเราะ) ผมจึงบอกเธอว่านี่คือไวน์ปีที่เรา 2 คนเจอกันครั้งแรกที่สนามบินไง” คุณอ้อยเล่าเหตุการณ์วันนั้นต่อ “เขาก็ยึกยัก ไม่อยู่นิ่ง บอกดิฉันว่าคุณเขยิบออกมาหน่อยสิ ดิฉันทำตาม แล้วคุณเจฟฟ์ก็ลงไปคุกเข่า วางแหวนไว้บนบาร์ข้างตัว Will you marry me? เขาถามมาอย่างนี้ ดิฉันตอบได้คำเดียว ‘Yes, of course!’ เสียงทุกคนที่ซ่อนตัวก็เฮ! ขึ้น

“พอบอกทุกคนว่าดิฉันจะแต่งงานนะ ทุกคนดีใจมาก เพิ่งรู้ว่ามีคนรักเรามากขนาดนี้ อย่างตุ๊ (วีระพจน์ อัศวาจารย์) ก็ลงมือถ่ายรูปให้เป็นของขวัญ…สวย…ประทับใจมากค่ะ”

เพราะเพื่อนๆ และทุกคนที่รู้จักรักคุณอ้อยนี่คะ

“ขอบคุณมากค่ะ (ยิ้ม) พิธีการงานแต่งงานครั้งแรกของดิฉันยิ่งใหญ่อลังการก็จริง เพราะต้องทำตามธรรมเนียมเคร่งครัด แต่งานครั้งนี้ดิฉันทำเพื่อตัวเอง ขอแบบสบายๆ ในสวนที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ รายล้อมไปด้วยคนที่รัก เพื่อนๆ ก็อาสาเข้ามาช่วยกันจัดงาน รวมทั้งชุดแต่งงานด้วยค่ะ”

จากที่คุณอ้อยไม่เชื่อเรื่องพรหมลิขิต คุณเจฟฟ์ได้เข้ามาเปลี่ยนความคิดอย่างไรบ้างคะ

“เขาทำให้ดิฉันรู้ว่า…ชีวิตนี้ยังมีหวัง…บางวันคุยกันยังตกใจว่านี่เราอยู่ด้วยกันมา 20 ปีแล้วหรือ” เธอมองสามีพร้อมจับมือเขา

“ผมรักทุกอย่างที่เป็นเธอ รอยยิ้ม ดวงตา ความจริงใจ ผมว่าทุกคนสัมผัสสิ่งเหล่านี้จากคุณอ้อยได้ ไม่รู้สิครับ ผมยังปิ๊งคุณอ้อยทุกวัน อย่าถามหาเหตุผลว่าทำไมรักเธอ ผมไม่มีเหตุผลเลย”

เขาจับมือของภรรยาขึ้นมาจุมพิตอย่างอ่อนโยน หากเหตุผลหมดไป ความรักจะคงอยู่หรือไม่…ไม่มีใครตอบได้ แต่สำหรับผู้ชายไม่มีเหตุผลในความรักคนนี้ คงไม่มีวันหมดรัก ‘เพราะเขารักอย่างไม่มีเหตุผล’ ค่ะ

 

ร่วมแสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็น

Advertisement